บทที่ 9 คิดบัญชี
ราวสิบห้านาทีต่อมา ตุลย์เดินเช็ดผมเปียกหมาดๆ ออกมาจากห้องน้ำ ชายหนุ่มอยู่ในชุดเสื้อยืดคอย้วยตัวเดิมกับกางเกงขาสั้น กลิ่นสบู่ก้อนนกแก้วลอยฟุ้งติดตัวมาด้วย ท่านประธานหนุ่มผู้ชินกับครีมอาบน้ำขวดละพัน แอบเบ้หน้านิดๆ กับความผิวแห้งตึงที่ได้รับ
เขาหยุดยืนมองภรรยาที่ตอนนี้เปลี่ยนมาใส่ชุดลำลองเสื้อยืดกางเกงขาสั้นเรียบร้อยแล้ว เธียรกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนฟูก จัดการบัญชีในสมุดเล่มเล็กของเธอต่ออย่างขะมักเขม้น
ตุลย์มองฟูกนอนขนาดห้าฟุตที่ดูเล็กลงถนัดตาเมื่อต้องนอนสองคน ชายหนุ่มลอบกลืนน้ำลาย ความเป็นสุภาพบุรุษกำมะลอเริ่มทำงาน
“เอ่อ... คุณเธียรครับ เตียงมันเล็ก แถมแอร์ก็ไม่มี…” ตุลย์ชี้มือไปที่เตียง “คุณนอนเตียงไปเถอะครับ เดี๋ยวคืนนี้ผมเอาผ้าห่มปูนอนพื้นเอง ผู้ชายอกสามศอก ทนลำบากได้สบายมากครับ”
เธียรเงยหน้าขึ้นจากสมุดบัญชี ช้อนสายตากลมโตขึ้นมองชายร่างยักษ์ที่ทำมาเป็นเสียสละ หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะตบพื้นที่ว่างข้างตัวบนฟูกคิตตี้สีชมพูสองสามที
“ไม่ต้องมาทำเป็นพระเอกละครหลังข่าวหรอกค่ะตุลย์ พื้นกระเบื้องมันแข็งแถมเย็น เดี๋ยวพรุ่งนี้คุณปวดหลัง ลุกไปเดินหางานทำไม่ได้ ฉันจะซวยเอา”
“แต่ว่า…”
“มานอนด้วยกันนี่แหละค่ะ” เธียรพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด แววตาจริงจังไร้ซึ่งความเขินอายจริตมารยา “ฟูกตั้งห้าฟุต นอนสองคนเบียดกันนิดหน่อย... ก็อุ่นดีนะคะ”
คำว่า 'อุ่นดี' ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบพร้อมกับใบหน้าตายด้าน ทำเอาหัวใจของท่านประธานหนุ่มกระตุกวูบ ร้อนผ่าวไปทั้งหน้า
จากที่เคยคิดว่าทุกอย่างคือละครฉากใหญ่ที่เขาเป็นคนกำกับ... แต่ ณ วินาทีนี้ ภายใต้แสงไฟนีออนสลัวๆ ในห้องเช่าเก่าๆ ตุลย์กลับรู้สึกว่า... เขาหลงเข้ามาติดกับดักของพนักงานหน้าตายคนนี้เข้าเต็มเปาเสียแล้ว
ตุลย์ลอบยิ้มบางๆ เขาเดินเข้าไปใกล้ ก่อนจะดึงสมุดบัญชีออกจากมือภรรยาป้ายแดง
“ไปอาบน้ำก่อนเถอะครับคุณเธียร” ตุลย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มเจือความห่วงใย “นั่งขดตัวจดบัญชีทั้งที่เหงื่อท่วมตัวแบบนี้เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก ไปอาบน้ำให้สดชื่นก่อน แล้วเราค่อยมาคุยเรื่องกฎระเบียบอะไรของคุณกันทีหลัง... นะครับ”
เธียรชะงัก ช้อนสายตากลมโตขึ้นมองสามีถังแตกที่กำลังทำหน้าที่พ่อบ้านที่ดี หญิงสาวพยักหน้าเบาๆ เพราะเธอก็รู้สึกเหนียวตัวจนแทบจะทนไม่ไหวแล้วเหมือนกัน
“ก็ได้ค่ะ งั้นเดี๋ยวฉันมา”
หญิงสาวลุกขึ้นหยิบผ้าเช็ดตัวและชุดนอนเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ ไม่นานนักเสียงน้ำจากฝักบัวก็ดังแทรกความเงียบขึ้นมา
ตุลย์ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงเหล็กผ้าปูลายคิตตี้...
เอี๊ยด... อ๊าด...
เสียงสปริงเตียงดังสนั่นจนเขาต้องสบถในใจ ชายหนุ่มเอนหลังพิงกำแพง ฟังเสียงน้ำที่กระทบพื้นกระเบื้องในห้องน้ำแคบๆ สมองระดับซีอีโอที่เคยประมวลผลตัวเลขหลักพันล้าน บัดนี้กำลังเตลิดเปิดเปิงจินตนาการภาพเรือนร่างของหญิงสาวภายใต้สายน้ำอย่างควบคุมไม่ได้
ไม่กี่นาทีต่อมา ประตูห้องน้ำก็เปิดออก...
เธียรเดินเช็ดผมออกมา หญิงสาวอยู่ในชุดนอนเสื้อยืดและกางเกงขายาวลายสก๊อตที่ดูมิดชิดและแสนจะธรรมดา ทว่ากลิ่นสบู่ก้อนราคาถูกที่ลอยกรุ่นมากับไอความเย็นจากตัวเธอ บวกกับใบหน้าใสไร้เครื่องสำอางที่ดูเด็กลงไปอีกหลายปี กลับทำให้ตุลย์รู้สึกว่ามันเย้ายวนและน่ามองกว่าพวกดาราหรือนางแบบที่เขาเคยควงเป็นไหนๆ
เธียรเดินมาทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิบนเตียง จัดการรวบผมที่ยังชื้นอยู่ลวกๆ ก่อนจะหยิบสมุดบัญชีและเครื่องคิดเลขขึ้นมาวางแหมะไว้บนตัก
“มานั่งนี่ค่ะ” เธียรตบพื้นที่ว่างข้างตัว ก่อนจะแบมือออกไปตรงหน้า “เอากระเป๋าตังค์คุณมาด้วย”
ตุลย์ขยับเข้าไปนั่งใกล้ๆ อย่างว่าง่าย ล้วงกระเป๋าตังค์หนังสีดำ (ที่น้าเจตน์เคลียร์บัตรเครดิตออกไปหมดแล้วเหลือแต่เงินสด) ส่งให้เธอ
“เราแต่งงานกันแล้วนะคะตุลย์ และในเมื่อคุณบอกเองว่าคุณล้มละลาย เป็นหนี้ แถมยังตกงาน...”
เธียรเปิดกระเป๋าตังค์ของเขาออกดู ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อเห็นว่ามีแบงก์ร้อยอยู่แค่สามใบ “หมายความว่าตอนนี้ รายได้หลักของครอบครัวเราคือ ‘เงินเดือน’ ของฉันเพียงคนเดียว”
หญิงสาวดึงเงินสามร้อยบาทมารวมกับเงินของเธอ จัดการจดตัวเลขลงบัญชีอย่างรวดเร็ว
“เพื่อไม่ให้เราสองคนต้องไปนั่งขอทานหน้าปากซอย ฉันในฐานะคนหาเงิน จะเป็นคนคุมบัญชีรายรับรายจ่ายในบ้านทั้งหมดเองค่ะ”
เธียรเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาเด็ดขาดราวกับผู้ตรวจสอบบัญชีกำลังไล่บี้ลูกหนี้ สมกับเป็นพนักงานบัญชีบริษัทเขาเสียจริงๆ
“ค่าเช่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ ฉันจัดการเอง ส่วนค่ากิน เราจะทำกับข้าวไปกินที่ทำงานเพื่อประหยัดเงิน”
พูดจบ เธียรก็ดึงแบงก์ร้อยออกมาหนึ่งใบ แล้วยื่นมันส่งคืนให้ชายหนุ่ม
“นี่ค่ะ... ค่าขนมของคุณ”
ตุลย์ก้มมองแบงก์สีแดงในมือสลับกับใบหน้าของภรรยา “หนึ่งร้อยบาท...?”
“ใช่ค่ะ หนึ่งร้อยบาทต่อวัน” เธียรพยักหน้ายืนยัน “นี่คือเงินสำหรับค่ารถเมล์ไปหางานทำ กับค่ากินข้าวกลางวันของคุณ ห้ามเอาไปซื้อบุหรี่ ห้ามกินเหล้าเด็ดขาด และทุกเย็นคุณต้องเอาใบเสร็จมาแจกแจงให้ฉันฟังด้วยว่าใช้อะไรไปบ้าง ถ้าเหลือทอนต้องเอามาหยอดกระปุก... เข้าใจไหมคะ?”
ประธานบริษัทผู้จับโปรเจกต์ระดับพันล้านถึงกับกระพริบตาปริบๆ มองผู้หญิงตัวเล็กๆ ตรงหน้าที่จัดแจงชีวิตเขาเสร็จสรรพ เธอไม่ได้มาเพื่อปอกลอก แต่เธอกำลังกางปีกปกป้องผู้ชายที่เธอคิดว่าไม่มีอะไรเลยอย่างเขาด้วยเงินเดือนอันน้อยนิดของเธออย่างเอาจริงเอาจัง
ตุลย์พับแบงก์ร้อยใส่กระเป๋าเงินตัวเองอย่างทะนุถนอม ก่อนจะขยับตัวเข้าไปเบียดร่างบางจนชิด รอยยิ้มร้ายกาจและแววตาเจ้าเล่ห์ของนายพรานที่พร้อมจะตะครุบเหยื่อผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา
“เข้าใจเรื่องกฎการเงินแล้วครับ... เมียจ๋า” น้ำเสียงทุ้มพร่ากระซิบลงข้างใบหู จนเธียรต้องหดคอหนี “แล้วเรื่อง ‘หน้าที่สามี’ ล่ะครับ คุณจะให้ผมเบิกจ่ายยังไงดี?”
เธียรชะงัก หันขวับมามองหน้าเขา “หน้าที่อะไรคะ? หน้าที่ทำความสะอาดห้องหรือซักผ้า ฉันจะแบ่งเวรให้ทีหลัง...”
“โธ่... ไม่ใช่หน้าที่พวกนั้นสิครับ...”
ตุลย์ลากเสียงยาว ดวงตาคมกริบกวาดมองใบหน้าเนียนใส ริมฝีปากบางเฉียบที่น่าจูบชะมัดนั่นทำให้เขาอดใจแทบไม่ไหว
“เมื่อตอนกลางวัน ที่หน้าสำนักงานเขต... คุณบอกผมว่าไงนะ?”
ชายหนุ่มขยับเข้าไปใกล้อีกนิด จนปลายจมูกแทบจะชนกัน เธียรเบิกตากว้าง พยายามจะขยับหนีไปด้านหลัง แต่แผ่นหลังบางกลับชนเข้ากับกำแพงห้องอย่างหมดทางหนี
“คุณบอกว่า... การแต่งงานเรื่องเซ็กส์สำคัญมาก ถ้าผมล้มละลายแถมลีลาไม่ดี คุณคงขาดทุนแย่...” ตุลย์ยกมือขึ้นท้าวแขนกับผนังห้อง กักขังร่างบางไว้ในอ้อมแขน
“ในเมื่อตอนนี้คุณเป็นคนลงทุนจ่ายค่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ เลี้ยงดูผมทุกอย่างแล้ว... ผมก็คงต้องทำหน้าที่สามี พิสูจน์ให้คุณเห็นหน่อยว่า...”
เขาโน้มใบหน้าลงมาจนริมฝีปากห่างกันเพียงมิลลิเมตร ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดพวงแก้มที่เริ่มซับสีเลือดของสาวหน้าตาย
“การลงทุนกับสามีคนนี้... มันไม่ได้ขาดทุนเลยสักนิด”
“ดะ... เดี๋ยว... คุณตุลย์ คือที่ฉันพูด... อื้อ!”
เสียงห้ามของเธียรขาดหายไปในลำคอ เมื่อริมฝีปากร้อนจัดทาบทับลงมาปิดกั้นทุกคำพูด
